จับตา! 5 เทรนด์มาแรง ของระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ปี 2022
ตลาดคลังสินค้ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโลกในช่วง 2-3 ปีนี้ทำให้ตลาดคลังสินค้าโตอย่างก้าวกระโดด มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่เพิ่มขึ้น เราลองมาดูเทรนด์ที่อุตสาหกรรมนี้จะได้พบเจอในปี 2022 กัน
- การขาดแคลนแรงงานส่งผลให้อุตสาหกรรมระบบคลังสินค้าอัตโนมัติเติบโต

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลังสินค้าอัตโนมัติมีการขยายตัวมากขึ้น มาจากปัญหาแรงงานขาดแคลน และจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆเพราะปริมาณงานและความซับซ้อนที่มากขึ้น ถึงแม้ว่าระบบคลังสินค้าอัตโนมัตินั้นต้องลงทุนทั้งด้านการเงินและทรัพยากรต่างๆมหาศาลในช่วงแรก แต่ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับในระยะยาวนั้นถือกว่าคุ้มค่ากว่าการไล่หาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก และช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตด้วย ตัวอย่างที่จะช่วยให้เห็นภาพได้เป็นอย่างดีก็คือ ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติของ Amazon และ Alibaba
ทาง Amazon ได้มีการพัฒนาระบบที่ให้มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันในงานพื้นฐานต่างๆ เช่น การยกย้ายสินค้าหรืออ่านบาร์โค้ดจะให้หุ่นยนต์ทำงานแทนคน แต่การจัดเตรียมสินค้าที่มีความซับซ้อนหรือการนำสินค้าเข้า-ออกจากพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเช่นตู้คอนเทนเนอร์ ยังใช้คนทำงานเหมือนเดิม ปัจจุบัน Amazon มีหุ่นยนต์มากกว่า 400 ตัวและพนักงานคลังสินค้ากว่า 100 ชีวิตทำงานเต็มเวลา
ส่วนทาง Alibaba ได้พัฒนาคลังสินค้าที่ใช้หุ่นยนต์ทำงานทั้งหมดในปี 2018 เพื่อตอบโจทย์ปัญหาจากการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมหาศาลในวันช็อปปิ้งของคนโสด (The Singles – 11.11) โดยให้หุ่นยนต์กว่า 700 ตัว ทำหน้าที่ขนย้ายสินค้าและจัดส่งให้กับรถบรรทุกที่รอเตรียมเดินทางออกจากคลังสินค้าไปยังลูกค้าปลายทาง จากข้อมูลของ Alibaba การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งาน ช่วยประหยัดเวลาและกำจัดปัญหาในการส่งสินค้าได้เป็นอย่างดี
- อายุไขของระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่ต้องยาวนานขึ้น
จากความคาดหวังในการเบิกจ่ายเติมเต็มสินค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แปลว่าจะต้องมีช่วง downtime ให้น้อยที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอุปกรณ์ต่างๆในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติจะต้องมีความเสถียรและทนทานมากกว่าที่เคยเป็น ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบอย่างเข้มข้นเพื่อให้สามารถรองรับขั่วโมงการทำงานที่ยาวนานต่อเนื่อง ลดการซ่อมบำรุงซึ่งมีส่วนทำให้งานล่าช้า ขณะที่แบตเตอรี่จะถูกคาดหวังให้มีความทนทานสูงขึ้น เพื่อรองรับการทำงานอุปกรณ์ต่างๆที่ยาวนานขึ้น
- การใช้ระบบหุ่นยนต์ และการผสมผสานกับเทคโนโลยีต่างๆ

จากความต้องการของตลาดที่เรียกร้องความรวดเร็วในการเติมเต็มและเบิกจ่ายสินค้าที่สูงขึ้น แนวโน้มที่จะมีการผสมผสานเทคโนโลยีหลายๆตัวเข้าด้วยกันในคลังสินค้าเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (AMRs) รถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ (AGVs) ระบบหุ่นยนต์เพื่อช่วยงานคน (Collaborative Robots) โดรนสำหรับคลังสินค้า (Warehouse Drones) ระบบสายพานลำเลียง (Conveyors) และอื่นๆอีกมากมาย จึงเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย
การนำเทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์หรือผสมผสามให้ตอบโจทย์งานของลูกค้าแต่ละโครงการแบ่งเป็น 2 ทางเลือกหลักได้แก่
หากต้องการสร้างโซลูชั่นเป็นระบบเดียว ต้องมั่นใจว่าสามารถทำงานได้ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งโซลูชั่นแบบนี้มีข้อดีตรงที่มีความเสี่ยงด้านอุปกรณ์เข้ากันไม่ได้น้อยกว่า แต่ก็อาจเป็นปัญหาหากผู้ให้บริการนั้นเคยชินกับระบบคลังสินค้าอัตโนมัติแบบเฉพาะทาง ขณะที่การซื้อเป็นตัวๆ และนำมาใช้งานร่วมกันเป็นงานๆไป จะมีข้อดีเรื่องความเสถียรของอุปกรณ์ และไม่ต้องออกแบบหรือพัฒนาระบบมากนัก แต่หากเป็นการเสริมหรือเติมเข้าไปในระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว อาจมีปัญหาการเข้ากันไม่ได้ ดังนั้นคุณจึงควรหาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
- การใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดให้คุ้มค่าที่สุด

ในการออกแบบคลังสินค้า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทุกตารางนิ้วให้คุ้มค่าที่สุด โดยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยด้วย
การใช้พื้นที่แนวดิ่งให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นมีหลายวิธี เช่น การใช้ระบบจัดเก็บเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) ซึ่งชั้นวางจะมีความสูงมากกว่าชั้นวางอุตสาหกรรมทั่วไป หรือแม้แต่การต่อเติมง่ายๆโดยไม่ต้องมีระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เช่น การเสริมชั้นลอยเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย นอกจากนี้ควรมีการเก็บข้อมูลด้วยว่าคนงานใช้เวลากับงานส่วนไหนมากที่สุด เพื่อจะได้วาง layout ให้เหมาะสม รวมทั้งนำระบบคลังสินค้าอัตโนมัติเข้ามาใช้ในส่วนงานดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย
การใช้พื้นที่คลังสินค้าทุกตารางนิ้วให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแปลว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้จะต้องได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ต้น เวลาที่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดแปลว่างานจะยิ่งมีความซับซ้อน ต้องลงรายละเอียดในการออกแบบและการติดตั้ง เพราะพื้นที่ที่จำกัดทำให้งานติดตั้งซับซ้อนมากขึ้นไปด้วย หากไม่สามารถออกแบบด้วยตัวเองได้ ควรพิจารณาหาผู้เชี่ยวชาญหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมทั้งเกิดประสิทธิภาพในการทำงานและความปลอดภัยสูงสุดด้วย
- ระบบ IoT เพื่อการบริหารคลังสินค้า กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น

การบริหารคลังสินค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ดีต้องการข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ ปัจจุบันมีการนำ Big Data และ Predictive Analytics มาใช้ในการวางแผนล่วงหน้าจนไปถึงการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อให้ระบบต่างๆในคลังสินค้าสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ระบบเซนเซอร์ต่างๆที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย หรือ IoT นั้นจึงต้องมีจำนวนมาก และมีความเสถียรด้วย ปัจจุบันระบบและอุปกรณ์ในคลังสินค้าที่สามารถใช้ระบบ IoT มีตั้งแต่ระบบเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบและตรวจนับสินค้า ไปจนถึงไฟส่องสว่างภายในอาคาร ซึ่งทั้งหมดช่วยให้การติดตามสถานะของสินค้าต่างๆเป็นไปอย่างโปร่งใสทุกขั้นตอน ทั้งยังสามารถควบคุมและสังเกตจากระยะไกลหรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ สะดวกต่อบริหารโดยเฉพาะคลังสินค้าที่อยู่ไกลจากสำนักงานใหญ่ หรือจากการ Work-from-Anywhere เป็นต้น
การที่จะรองรับการเติบโตให้ทันมีความท้าทายหลายด้าน ดังนั้นคุณจึงควรปรึกษาผู้ให้บริการระบบคลังสินค้าอัตโนมัติเพื่อหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ของคุณ
*สื่อโฆษณา/ชิ้นงาน ข้อความในบทความนี้ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ บริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
The commercial, including articles and artworks shown is an intellectual property of Jenbunjerd Co.,Ltd.
Unauthorized reproduction is prohibited and may subject to criminal prosecution.

