EP.3 เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคลังสินค้าของคุณสู่ระดับอัจฉริยะ : เจนบรรเจิด (Jenbunjerd) ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลาย

Contact Info

  • 359 Bondstreet Rd.(Chaengwattana 33), Bangpood, Pakkred, Nonthaburi 11120 Thailand
  • info@jenbunjerd.com
  • 02-096-9898 (200 คู่สาย)
EP.3 เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคลังสินค้าของคุณสู่ระดับอัจฉริยะ

EP.3 เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคลังสินค้าของคุณสู่ระดับอัจฉริยะ

เทคโนโลยีในเกือบทุกอุตสาหกรรมได้มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด นั่นหมายความว่าคลังสินค้าต้องสามารถรองรับงานที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตและความต้องการของลูกค้าที่มากขึ้นด้วย คลังสินค้าอัจฉริยะคือการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในการเพิ่มผลิตภาพ ประสิทธิภาพและความแม่นยำ รวมถึงมีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ วันนี้เราได้รวบรวมเทคโนโลยีที่ช่วยอัพเกรดคลังสินค้าของคุณสู่ระดับอัจฉริยะมานำเสนอ 

 

 

  1. ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า – Warehouse Management System (WMS)
    ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเป็นหัวใจสำคัญที่รวมทุกระบบเข้าด้วยกัน เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่รวบรวมข้อมูลและประมวลผลรายละเอียดของสินค้าทุกรายการในคลังสินค้า โดยสื่อสารผ่านอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้งานภายในคลัง ช่วยให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลเดียว เป็นศูนย์กลางในการติดตามสินค้าและขั้นตอนในการทำงานต่างๆ ออกรายงานผลและสถิติต่างๆได้อย่างละเอียดและ real time ช่วยให้สามารถตัดสินใจและวางแผนได้อย่างรวดเร็วแม่นยำมากยิ่งขึ้น ระบบ WMS มีอยู่ 3 แบบหลักๆ

    • WMS แบบ Standalone ส่วนใหญ่ใช้ในการบริหารคลังสินค้าที่ไม่มีความซับซ้อน ทำงานแยกจากระบบอื่นๆของบริษัท ซึ่งมีข้อเสียคือ ข้อมูลไม่ถึงกันและมีขั้นตอนในการคีย์ข้อมูลเข้าระบบมากกว่า
    • WMS ผ่านระบบ Cloud คล้ายคลึงกับระบบก่อนหน้า แต่มีข้อดีคือสามารถเข้าใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงสามารถปรับการใช้งานหรือขยายขอบเขตในการทำงานได้สะดวกกว่า
    • WMS ที่เชื่อมรวมกับ ERP ของบริษัท เป็นระบบ WMS ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบของบริษัท ทำให้ข้อมูลจากต้นถึงปลายน้ำเข้าถึงกัน ไม่ว่าจะจากฝ่ายบัญชี จัดส่ง ถึงฝ่ายผลิต ทำให้สามารถติดตามการทำงานได้อย่างครบถ้วนที่สุด รู้ตั้งแต่ขั้นตอนการสั่งซื้อจนไปถึงการส่งมอบ

    การเลือกใช้ระบบ WMS ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและงบประมาณด้วย ต้องการให้ระบบทำงานอะไรบ้าง? มีชุดข้อมูลซับซ้อนขนาดไหน? อยากดูขั้นตอนการทำงานใดบ้าง?


     
  2. อุปกรณ์เบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ
    สำหรับคลังสินค้าที่มีปริมาณสินค้าเข้าออกมากตลอดเวลา และต้องใช้พนักงานคลังจำนวนมาก ควรพิจารณานำอุปกรณ์เบิกจ่ายอัตโนมัติเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นระบบเบิกจ่ายแบบ Pick-to-light หรือ ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) ซึ่งนำสินค้ามาถึงตัวบุคคล ถ้าต้องการยกระดับการเบิกจ่ายให้ได้ความแม่นยำสูงสุด อุปกรณ์อัตโนมัติทั้งหมดควรเชื่อมต่อกับระบบ WMS เพื่อให้การสื่อสารภายในระบบเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดโอกาสที่จะเกิดการทำงานผิดพลาดโดยตัวบุคคล เพราะระบบ WMS จะช่วยเลือกตำแหน่งในการจัดเก็บที่เหมาะสมที่สุด และใช้ระยะทางในการจัดเก็บและเบิกจ่ายที่สั้นที่สุด


     
  3. รถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ – Automated Guided Vehicles (AGVs)
    รถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ (AGVs) ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเตรียมจัดเก็บ จัดส่ง หรือนับสต๊อก รถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัตินั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบเคลื่อนที่แนวระนาบเพียงอย่างเดียว หรือยกสินค้าขึ้นลงจากชั้นวางได้ สามารถจัดเก็บและเบิกจ่ายทั้งแบบแพลเลท หรือเป็นกล่องเป็นชิ้นได้ ทำงานโดยโปรแกรมและแผนที่ที่ติดตั้งภายในตัวรถ สามารถนำร่องและเดินทางไปยังตำแหน่งต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานคอยสั่งการ ปัจจุบันรถอัตโนมัติรุ่นใหม่ๆสามารถนำมาใช้งานภายในคลังสินค้าเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการดัดแปลงตัวอาคารหรือชั้นวาง และยังสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนใช้งานได้ตามความต้องการของธุรกิจ


     
  4. ระบบควบคุมและนับสินค้าอัตโนมัติ – Automated Inventory Control Platform
    การนับสต๊อกด้วยระบบแท็กต่างๆ เช่นบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือแผ่น RFID เชื่อมเข้ากับระบบบริหารจัดการคลังสินค้า ช่วยให้สามารถบริการจัดการและควบคุมสินค้าทั้งหมดผ่านระบบกลางระบบเดียว ทำให้ได้ข้อมูลสินค้าที่ตรงความเป็นจริงและเป็นปัจจุบันที่สุด และยังสามารถเรียกดูข้อมูลจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ อย่าง แท็ก RFID ที่ติดกับตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ช่วยให้ระบบรับรู้ได้ว่าสินค้าดังกล่าวคืออะไรและอยู่ในตำแหน่งใดภายในคลังสินค้า ซึ่งระบบดังกล่าวใช้เคลื่อนวิทยุในการสื่อสาร ทำให้สามารถสแกนได้ง่ายโดยไม่ต้องเห็นตัวแท็กเหมือนกับบาร์โค้ด ช่วยให้การจัดเก็บ ค้นหาและจัดการสินค้าได้สะดวกกว่า เครื่องสแกน RFID ยังสามารถสแกนสินค้าจำนวนมากๆได้พร้อมกันในคราวเดียว (มากสุดถึง 200 แท็กในเวลาเดียวกัน) ช่วยให้การติดตามสินค้า ตัดสต๊อก หรือดึงข้อมูลวันหมดอายุได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถตัดสินใจได้แม่นยำ


     
  5. นำระบบ IoT เข้ามาใช้งาน
    อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอ่าน เซ็นเซอร์ และระบบตรวจจับต่างๆที่เชื่อมเข้าอินเตอร์เน็ต มีบทบาทอย่างสูงในการช่วยควบคุมทุกความเคลื่อนไหวภายในคลังสินค้า นอกจากจะมีประโยชน์ในการติดตามการทำงานแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงและความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุและความเสียหายกับองค์กรได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

    • ระบบเซ็นเซอร์ที่คอยวัดอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมต่างๆภายในคลังสินค้า
    • ข้อมูลจากระบบเคลื่อนย้ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสายพานลำเลียง พาหนะ หรือแม้แต่ภายในชั้นวางหรือบนตัวสินค้า ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเบิกจ่ายที่ผิดพลาด หรือแม้แต่การโจรกรรมสินค้า

    ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ทำงานด้วยคนหรือเป็นระบบอัตโนมัติ ระบบ IoT จะเชื่อมข้อมูลจากทุกอุปกรณ์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถดูภาพรวมของคลังสินค้าได้ และหากใช้งานร่วมกับระบบควบคุมสินค้าหรือระบบบริหารจัดการคลังสินค้า ก็ช่วยให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (จากการทำงานที่รวดเร็วมากที่สุด และผิดพลาดน้อยที่สุด)


     
  6. Augmented Reality 
    ด้วยการใช้แว่น AR และอุปกรณ์สวมใส่ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบ ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานแบบ “Pick-by-vision” (เบิกจ่ายตามคำสั่งภาพ) ซึ่งสั่งการโดยระบบบริหารจัดการคลังสินค้า และยังใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในการสั่งการระบบอัตโนมัติอื่นๆภายในคลังได้อีกด้วย ช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการเบิกจ่ายผิดพลาด เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน และลดเวลาในการทำงานในแต่ละขั้นตอน


     
  7. ระบบหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับคน (Collaborative Robot)
    หุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงานภายในคลังสินค้า หรือเรียกสั้นๆว่า “Cobot” เป็นระบบอัตโนมัติที่แม้ว่าจะต้องลงทุนสูงในครั้งแรก ทั้งด้านเงินทุนและการยกเครื่องการทำงานใหม่ แต่จะช่วยให้การทำงานภายในคลังสินค้าที่มีกิจกรรมมากๆกลายเป็นงานง่ายๆสำหรับพนักงานคลังสินค้า เพราะหุ่นยนต์ทั้งหมดนั้นทำงานร่วมกับพนักงาน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคลังสินค้าที่มีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนที่ต้องใช้พนักงานในการทำงาน แต่ได้ประโยชน์และประสิทธิภาพโดยให้หุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยงานหนักๆแทน แม้คลังสินค้าที่มีใช้ระบบอัตโนมัติบางส่วนอยู่แล้ว ก็สามารถนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยงานได้ ระบบปัจจุบันมีการพัฒนาไปมากแม้แต่ระบบ AS/RS ที่แต่ก่อนใช้งานยากและมีความซับซ้อน แต่ปัจจุบันกลับมีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานร่วมกับระบบต่างๆได้


     
  8. ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
    ช่วยเก็บ ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สามารถประเมินสถิติคำสั่งซื้อในเดือนที่ผ่านมา เพื่อคำนวณ วิเคราะห์ และประเมินยอดขายคาดการณ์ในเดือนถัดไปได้ ช่วยให้สามารถวางแผนในการสั่งซื้อและจัดเตรียมสินค้าให้เหมาะสมใกล้เคียงกับความต้องการจริงของลูกค้า อีกหนึ่งตัวอย่างคือระบบหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบ AI ในการเบิกจ่ายสินค้า สามารถเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับขนาดและน้ำหนักของสินค้า รวมถึงการกำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บและเส้นทางในการเข้าถึงสินค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด

 

 

*สื่อโฆษณา/ชิ้นงาน ข้อความในบทความนี้ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ บริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

The commercial, including articles and artworks shown is an intellectual property of Jenbunjerd Co.,Ltd.
Unauthorized reproduction is prohibited and may subject to criminal prosecution.