ใช้หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMRs) อย่างไรให้คุ้ม : เจนบรรเจิด (Jenbunjerd) ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลาย

Contact Info

  • 359 Bondstreet Rd.(Chaengwattana 33), Bangpood, Pakkred, Nonthaburi 11120 Thailand
  • info@jenbunjerd.com
  • 02-096-9898 (200 คู่สาย)
EP.3 คิดประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ในการนำ AMRs มาใช้ให้เหมาะกับงาน

EP.3 คิดประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ในการนำ AMRs มาใช้ให้เหมาะกับงาน

หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (Autonomous Mobile Robots หรือ AMRs) ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในคลังสินค้า แต่จะให้คุ้มค่าในการลงทุน ผู้บริหารต้องคิดประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ในการนำ AMRs มาใช้ให้เหมาะกับงาน

 

การที่ AMRs จะได้รับการตอบรับในวงกว้างหรือไม่ ก็เหมือนกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่อื่นๆ คือยังขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะสามารถพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าของการนำ AMRs ไปใช้งานในคลังได้ขนาดไหน จุดสำคัญในการพิจารณาความคุ้มค่าของ AMRs ก็คือ ยิ่ง AMRs สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ลงตัวมากเท่าไหน ก็ยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น อาจจะฟังดูขัดแย้ง แต่การปรับขั้นตอนการทำงานของมนุษย์เป็นอีกจุดที่สามารถช่วยลดจำนวน AMRs ที่ต้องใช้ต่อจำนวนคนงานได้ หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า ยิ่งถ้าสามารถปรับหน้างานให้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AMRs ได้ดียิ่งขึ้นเท่าไหร่ ก็จะสามารถลดจำนวนหุ่นยนต์ที่ต้องใช้ลงได้เท่านั้น โดยยังได้ปริมาณและคุณภาพงานที่ทัดเทียมกัน

 

ทำความรู้จัก AMRs 3 ระบบหลัก

ซึ่งมีอยู่ 3 ระบบหลักๆได้แก่

 

  • ระบบ Goods-to-person – AMRs นำกล่อง ลัง หรือชั้นวางสินค้า ไปยังพนักงานที่สถานีเพื่อเบิกจ่ายสินค้า
  • ระบบ Robot-to-Goods – AMRs วิ่งไปยังสถานีเบิกจ่าย และรอพนักงานหยิบสินค้ามาให้
  • ระบบ Conveyance Robot – ทำหน้าที่เป็นระบบขนส่ง เพื่อลดระยะเวลาเดินของพนักงาน เหมือนกับระบบสายพานดั้งเดิมหรือระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ (AGVs) 

 

โดยระบบ Conveyance Robot ซับซ้อนและท้าทายกว่าตรงที่ต้องประสานการทำงานของบุคลากรร่วมกับระบบสายพานดั้งเดิม และควบคุมด้วยระบบการจัดการคลังสินค้า Warehouse Control System หรือ WCS ขณะที่ระบบ Robot-to-Goods ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินสินค้าในคลังใหม่ทั้งหมด

 

ใช้งาน Robot-to-Goods ให้คุ้มค่าต้องมุ่งเน้นที่บุคลากร

AMRs แบบ Robot-to-Goods เป็นที่จับตามอง เพราะมีโอกาสที่จะขยายตัวในตลาดคลังสินค้า e-commerce มากที่สุด จากการที่หุ่นยนต์ชนิดนี้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าระบบอัตโนมัติเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายอัตโนมัติ (AS/RS) หรือระบบเบิกจ่ายอัตโนมัติแบบอื่นๆ 

 

ระบบ Robot-to-Goods จะไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของแรงงานคนทั้งหมดที่ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์โดยตรง แต่แรงงานคนจะเป็นส่วนเสริมการทำงานให้กับหุ่นยนต์มากกว่า ในการทำงาน พนักงานจะเดินไปหา AMRs ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วอ่านคำสั่งที่ปรากฏอยู่บนจอของ AMRs เมื่อพนักงานหยิบสินค้าและสแกนเสร็จ จะวางสินค้าไว้บน AMRs แล้วเดินตาม AMRs ตัวนั้นไป หรือเดินไปหา AMRs อีกตัว เพื่อรับคำสั่งต่อไป ปัญหาของระบบนี้ก็คือเวลาที่เสียไปกับการอ่านคำสั่งและเดินไปมาเพื่อนำสินค้า

 

 

ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานและ AMRs ระบบ Robot-to-Goods ควรนำ Work Execution Software (WES) และโปรแกรมที่ใช้งานใน Smart Phone / Pad Device เพื่อให้พนักงานและหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
 

  • โปรแกรมจะสามารถแนะนำเส้นทางและสินค้าที่ต้องเบิกจ่ายตามทิศทางที่พนักงานกำลังเดินไปยัง AMRs ตัวต่อไปได้ ช่วยลดการเดินตัวเปล่า และเพิ่มความถี่ในการเบิกจ่ายต่อคนงาน 
  • การใช้โปรแกรมบน Smart Phone / Pad Device ช่วยลดการเสียเวลาในการเดินตัวเปล่าเพื่อไปอ่านคำสั่งบนตัว AMRs และพนักงานสามารถเช็คความถูกต้องได้อีกรอบด้วยการดูที่หน้าจอบน AMRs หรือด้วยการสแกนสินค้าตอนเดินไปถึงตัว AMRs แล้ว
  • การจัดสรรให้พนักงานทำการเบิกจ่ายได้โดยอิสระ ไม่ต้องอิงกับตัวหุ่นยนต์ จะช่วยลดระยะเวลาที่หุ่นยนต์ต้องรอ และเดินทางไปมาระหว่างโซน เป็นการเพิ่มอัตราความถี่การเบิกจ่ายของหุ่นยนต์ด้วย เพราะหุ่นยนต์ไม่ต้องรอสินค้าหรือเดินทางไปยังจุดอื่นๆแบบตัวเปล่า

 

ระบบ WES ยังสามารถช่วยจัดสรรจำนวนพนักงานและหุ่นยนต์ให้เหมาะสมกับงานในแต่ละโซนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนงานเพิ่มขึ้นหรือลดลงในช่วงระหว่างกะ หากมีงานเบิกจ่ายมากขึ้นในโซนนั้นๆ ระบบก็จะจัดสรรหุ่นยนต์หรือพนักงานลงไปในโซนนั้นๆเพิ่ม หรือเปลี่ยนแปลงลำดับการเบิกจ่าย หรือปรับเส้นทางการเดินให้เหมาะสมกับพนักงานและหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสภาพการปฏิบัติงานในปัจจุบัน ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าต้องคำนึงการใช้พื้นที่และการเว้นระยะห่างในแต่ละช่องทางเดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

การใช้ Conveyance Robot ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

AMRs แบบ Conveyance Robot มีคุณสมบัติและประโยชน์ที่เหนือกว่าสายพานลำเลียงทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ยืดหยุ่นกว่า เพราะเปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงได้ ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดพื้นที่ในโซนเบิกจ่าย และไม่ก่อให้เกิดทางตันหรือขวางทางเหมือนกับระบบสายพานลำเลียงเดิม Conveyance Robot จึงเหมาะสำหรับศูนย์กระจายสินค้าที่ไม่สามารถลงทุนในระบบสายพานขนาดใหญ่ หรือคลังสินค้าที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานจัดเก็บและเบิกจ่ายอยู่ตลอดเวลา

 

จากรูปจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของ Conveyance Robot ที่เหนือกว่าระบบสายพานทั่วไป คือหากโยกสายพานออก จะช่วยเพิ่มพื้นที่เบิกจ่ายได้สูงขึ้นถึง 33% และช่วยให้พนักงานเดินไปยังตำแหน่งต่างๆได้โดยไม่มีสายพานลำเลียงขวางทาง

 

ความท้าทายในการใช้งาน Conveyance Robot ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะคล้ายคลึงมากกับการใช้สายพานลำเลียงที่ควบคุมด้วยระบบการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Control System หรือ WCS) โดยจะมีการใช้ Work Execution Software (WES) ในการจัดลำดับความสำคัญของงานและการกระจายงานไปยังพนักงานในโซนต่างๆ และพนักงานในแต่ละโซนการเบิกจ่ายก็ทำงานตามที่ได้รับการแนะนำจาก app บน Smart Phone / Pad Device ซึ่งทำงานร่วมกับ WCS เมื่อการเบิกจ่ายเสร็จสมบูรณ์ พนักงานก็จะนำรถเข็นหรือกล่องที่บรรจุสินค้าเรียบร้อยแล้วไปไว้ยังตำแหน่งรับสินค้าเพื่อให้ Conveyance Robot รับสินค้าไปส่งยังสถานีต่อไป

 

WES จะทำหน้าที่ประสานงานส่งสินค้าไปยังสถานีต่างๆ ร่วมกับระบบ Robotic Control System ที่ควบคุม AMRs ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการทำงานร่วมกันกับ WCS หุ่นยนต์จะส่งสินค้าระหว่างโซนเบิกจ่ายต่างๆ และจากโซนเบิกจ่ายไปสู่การจำแนกหรือบรรจุหีบห่ออีกที 

 

บทสรุป

AMRs ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆให้คลังสินค้าในด้านพัฒนาการของประสิทธิภาพ แต่ผู้บริหารและผู้ประกอบการควรคิดค้นวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะการทำงานระหว่างคนและหุ่นยนต์ที่เหมาะสมและกลมเกลียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย และคุ้มค่ากับการลงทุน

 

แปลและเรียบเรียงจาก
https://www.mmh.com/article/other_voices_to_get_the_most_out_of_robots_optimize_your_people
โดยทีมงานสื่อสารการตลาด บริษัท เจนบรรเจิด จำกัด