EP.1 ยืดอายุรถยก - 9 วิธีสำคัญที่จะช่วยยืดอายุรถฟอร์คลิฟท์ของคุณ : เจนบรรเจิด (Jenbunjerd) ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลาย

Contact Info

  • 359 Bondstreet Rd.(Chaengwattana 33), Bangpood, Pakkred, Nonthaburi 11120 Thailand
  • info@jenbunjerd.com
  • 02-096-9898 (200 คู่สาย)
EP.1 ยืดอายุรถยก - 9 วิธีสำคัญที่จะช่วยยืดอายุรถฟอร์คลิฟท์ของคุณ

EP.1 ยืดอายุรถยก - 9 วิธีสำคัญที่จะช่วยยืดอายุรถฟอร์คลิฟท์ของคุณ

รถฟอร์คลิฟท์ถือว่าเป็นเครื่องจักรที่มีความซับซ้อนและค่าตัวค่อนข้างสูง ถือเป็นการลงทุนที่ใหญ่มากสำหรับหลายๆบริษัท ดังนั้นการใช้งานและดูแลรักษาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ยาวนานและไม่เกิดปัญหาจุกจิกจนถึงรอบการซื้อรถฟอร์คลิฟท์คันใหม่ในอนาคต นี่คือ 9 วิธีสำคัญที่จะช่วยยืดอายุรถฟอร์คลิฟท์ของคุณ 

 

 

  1. อบรมการใช้งานรถยกที่ถูกต้อง

    พนักงานขับรถเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาอายุของรถ การอบรมพนักงานไม่เพียงช่วยให้สามารถใช้งานและรักษารถได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายจากการใช้งานผิดวิธีด้วย ความเสียหายส่วนใหญ่มักเกิดจาก

    - การใช้งานผิดวิธี เช่น ยกน้ำหนักสินค้าเกินพิกัดรถ หรือการใช้แป้น Inching (แป้นเหยียบที่สาม คล้ายคลัชของรถเกียร์ธรรมดา เพื่อใช้ในการเพิ่มแรงเวลาต้องยกสินค้าด้วยความเร็วสูงขึ้น) ในรถฟอร์คลิฟท์เครื่องยนต์มากเกินความจำเป็น อาจทำให้คลัชหรือระบบเกียร์เสียหายในระยะยาว 
    - ความประมาทของผู้ขับขี่ เช่น การเฉี่ยวชน การใช้ความเร็ว และการยกสินค้าอย่างไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุจากการชนอันเนื่องมาจากการใช้ความเร็วทำให้เสารถ ชุดเพลา และโครงสร้างโดยรวมเสียหาย ส่งผลต่อค่าซ่อมบำรุงมหาศาล
    - การขาดการเอาใจใส่ ขาดการดูแลรักษา เช่นปล่อยให้น้ำมันเครื่องพร่อง อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ซึ่งในกรณีนั้นอาจจำเป็นต้องซื้อรถฟอร์คลิฟท์ใหม่ทั้งคัน ที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากขึ้น และทำให้อายุการใช้งานของรถลดลงด้วย 

    การตรวจเช็ครถก่อนใช้งาน ช่วยสามารถป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ จากสถิติพบว่าสามารถลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากถึง 70% หรืออาจใช้มาตรการอื่นๆร่วมด้วย เช่น
    - สร้างเสริมกิจกรรมและค่านิยมด้านความปลอดภัยให้กับพนักงาน
    - ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วของรถ ป้องกันไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนด
    - ติดตั้งระบบตรวจจับการชน และแจ้งเตือนผู้บังคับบัญชาทันทีที่เกิดเหตุการณ์ชน

    ดังนั้นผู้จัดการคลังควรกำหนดให้คนขับทุกคนเข้าอบรมหลักสูตรการขับรถยกอย่างปลอดภัยและถูกวิธีจากผู้จัดจำหน่ายที่ผ่านการรับรองได้รับใบอนุญาตจัดตั้งศูนย์อบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


     
  2. ดูแลรถให้ตรงโจทย์สภาพแวดล้อมการทำงานที่ต้องเจอ

    รถฟอร์คลิฟท์นั้นมีใช้งานอยู่ในเกือบทุกอุตสาหกรรม แต่สภาพแวดล้อมในการทำงานอาจไม่เหมือนกันเลย บางที่มีพื้นที่ขรุขระหรือมีหลุมบ่อ ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบต่างๆของรถฟอร์คลิฟท์ แม้ว่าจะลงทุนดูแลรักษารถเป็นอย่างดีก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้รถเสื่อมสภาพได้ บางอุตสาหกรรมอาจมีฝุ่นหรือมลภาวะมาก เช่นโรงงานรีไซเคิลขยะ หรือโรงงานแปรรูปวัตถุดิบ เป็นต้น บางที่อาจเจอน้ำหรือความชื้นสูง เช่น โรงงานผลิตอาหารหรือคลังสินค้าที่เป็นห้องเย็น บางที่อาจเจอกับสารเคมีหรืออุณหภูมิสูง เช่น โรงงานผลิตสารเคมีหรือโรงถลุงเหล็ก ซึ่งทุกสภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้น มีผลกระทบต่ออายุการใช้งานของรถอย่างแน่นอน อาการที่มักจะพบเจอคือ

    - มอเตอร์หรือชุดขับเคลื่อนส่งกำลังไม่ได้
    - ระบบระบายความร้อนอุดตัน
    - ระบบระบายความร้อนอุดตัน
    - สวิตช์และชุดควบคุมมีปัญหา ทำงานได้บ้างไม่ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานจะโหด แต่การดูแลรักษาง่ายๆเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถช่วยยืดอายุของรถได้ 
    - คอยทำความสะอาดรถ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดสนิมขึ้น
    - กำจัดฝุ่นและเศษต่างๆในตัวรถ โดยการใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกโดยเฉพาะในห้องเครื่อง
    - เลือกใช้สเป็ครถที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมนั้นๆ
    - เช็คสภาพพื้นที่ทำงานก่อนนำรถไปใช้ทุกครั้ง ทำความสะอาดหรือรื้อถอนสิ่งขีดกวางที่อาจถูกรถฟอร์คลิฟท์ชนหรือทับ หากพื้นคลังมีความเสียหายมากก็ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยเท่านี้ก็จะสามารถช่วยป้องกันและลดโอกาสที่รถเสื่อมสภาพจากสภาพแวดล้อมในการทำงานได้


     
  3. หมั่นดูแลรักษาแบตเตอรี่

    รถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลัก จึงควรมีการดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้เหมาะสมตามที่ผู้ผลิตรถแนะนำ การนำรถที่ยังชาร์จไม่เต็มไปใช้งาน หรือการปล่อยให้น้ำกลั่นพร่อง อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นควรกำหนดเวลาในการใช้งานรถให้ตรงกับความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่คือการชาร์จให้เต็มก่อนนำไปใช้งานทุกครั้ง เช่น ตอนเย็นก่อนเลิกงาน หรือเมื่อระดับไฟลดลงต่ำกว่า 30% และอย่าลืมเช็ตและเติมน้ำกลั่นในอยู่ในระดับที่เหมาะสมหลังจากชาร์จเต็มทุกครั้ง

    อ่านเรื่องแบตเตอรี่เพิ่มเติม... https://bit.ly/3stVUDR


     

  4. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามรอบที่กำหนด

    รถฟอร์คลิฟท์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้รถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดอัตราการสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงและปัญหาเขม่าได้ หากฝืนใช้งานเป็นระยะเวลานานโดยละเลยการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมหาศาล ดังนั้นควรพิจารณาและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 3 เดือน หรือตามที่ผู้ผลิตรถยกแนะนำ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทำได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนกับการดูแลรถยนต์ทั่วไป หากคุณใช้งานรถยกต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 8 ชั่วโมงทุกๆวัน ควรพิจารณาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆหนึ่งไตรมาส แต่หากใช้งานหนักมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน ก็ควรที่จะเพิ่มความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายเป็นทุกๆ 2 เดือน นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ควรตรวจเช็คของเหลวอื่นๆเช่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก และสารหล่อเย็นในหม้อน้ำด้วย หากพร่องลง ก็ควรเติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือหากมีปัญหาต้องเปลี่ยนหรือเติมบ่อยผิดปกติ ควรปรึกษาช่างซ่อมบำรุงเพื่อหาสาเหตุต่อไป


     

  5. เช็คเกียร์และระบบส่งกำลัง

    ระบบเกียร์ของรถฟอร์คลิฟท์ในปัจจุบันมีพัฒนามาเป็นเกียร์อัตโนมัติเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ถึงแม้ว่าระบบเกียร์จะสามารถทนต่อการใช้งานหนักต่อเนื่องได้ แต่หากขับขี่อย่างไม่ถูกต้อง หรือขาดการดูแลรักษาก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นควรพิจารณาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ทุกๆไตรมาส และควรทำการตรวจเช็คใหญ่ทุกๆ 10,000 ชั่วโมง พร้อมทั้งอบรมพนักงานขับขี่ให้เข้าใจถึงการขับขี่ที่ถูกต้อง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เสียงดังผิดปกติ เร่งไม่ขึ้น หรือประสิทธิภาพของรถลดลง ควรแจ้งช่างซ่อมบำรุงทันที 


     

  6. ใส่ใจในระบบเบรก

    ความเสียหายจากการชนคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในการซ่อมบำรุงทั้งรถ สิ่งของ อาคาร หรือแม้แต่ความเสี่ยงต่อพนักงาน ดังนั้นควรดูแลรักษาระบบเบรกของรถให้สมบูรณ์อยู่เสมอ หมั่นเช็คระดับน้ำมันเบรก รวมไปถึงสภาพของผ้าเบรก ซึ่งทดสอบได้ด้วยการเหยียบเบรก หากพบว่าต้องเหยียบลึกมากๆจึงจะเบรกอยู่ ควรพิจารณาเปลี่ยนผ้าเบรก เพื่อให้สามารถเบรกรถได้อย่างปลอดภัย นอกจากระบบเบรกหลักของรถแล้ว อย่าลืมตรวจเช็คเบรกมือด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากรถไหลขณะจอดหรือโหลดสินค้าบนพื้นที่ลาดชัน


     

  7. งาต้องตรงและแข็งแรง

    งารถยก ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรองรับสินค้าของรถฟอร์คลิฟท์ซึ่งมักถูกมองข้าม แต่ก็ควรได้รับตรวจเช็คทุกครั้งก่อนนำรถไปใช้งาน งาต้องตรง ไม่แอ่นหรือผิดรูป เพราะการใช้งาที่บิดงอหรือเสียหายจะทำให้รถเสียศูนย์ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากสินค้าหลุดหรือหล่นจากงา หรือในกรณีร้ายแรงอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ หากงาหัก งอ หรือมีสนิมกัดมากๆ ควรพิจารณาเปลี่ยนงาคู่ใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการยกสินค้า


     

  8. ยางต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

    รถฟอร์คลิฟท์เป็นรถที่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องยกสินค้าเต็มพิกัดของรถ หนึ่งในอุปกรณ์ที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุดก็คือยางของรถ ดังนั้นควรตรวจสอบสภาพยางของรถก่อนนำรถไปใช้งานเช่นกัน ในท้องตลาดส่วนใหญ่นิยมใช้ยางตัน (ทำคำเป็นลิงค์ไปที่ https://www.jenbunjerd.com/aftermarket/solid-tires.html) เพราะมีอายุการใช้งานยาวนานและทนทานกว่ายางลมทั่วไป ไม่ต้องเติมลมยางหรือห่วงเรื่องลมรั่ว ยางแตก หรือยางระเบิด 
    แต่หากใช้รถที่เป็นยางลมต้องคอยตรวจความดันลมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากลมน้อยเกินไปจะทำให้ควบคุมรถลำบากและทำให้ยางเสื่อมสภาพไว แต่หากลมมากเกินไปก็อาจทำให้ยางระเบิดได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องยกสินค้าหนักในอุณหภูมิร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็นยางลมหรือยางตัน หากดอกยางเลือนหายหรือยางมีอาการร่อนหรือลอก ควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

    อ่านเรื่องล้อ/ยางเพิ่มเติม... https://bit.ly/3VVpW0S


     

  9. พิจารณาการดูแลรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) 

    รถฟอร์คลิฟท์ต้องได้รับการดูแลรักษาตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายระหว่างการใช้งาน จนก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมูลค่าสูงในระยะยาว และช่วยยืดอายุการใช้งานของรถให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด หากขาดการดูแลที่ถูกต้องจะทำให้รถเสื่อมสภาพเร็วและเป็นอันตรายต่อการใช้งานด้วย รวมถึงอาจผิดกฎกระทรวงที่กำหนดว่าอุปกรณ์และเครื่องจักรต้องซ่อมบำรุงในอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน 

    การดูแลรักษาเชิงป้องกัน หรือการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงเป็นประจำอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับหลายๆบริษัท เพราะต้องหยุดพักรถชั่วคราว ทำให้งานโดนขัดจังหวะ เกิดความติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็ยังถูกกว่าและดีกว่าการรอให้รถเสียก่อนแล้วจึงเรียกซ่อม ไม่ว่าจะใช้งานรถฟอร์คลิฟท์มากหรือน้อย ควรพิจารณาเรื่องการดูแลรักษาไว้อยู่เสมอ เพราะการปล่อยปละละเลย หรือคิดว่ารถยังสามารถทำงานได้ทั้งที่ล่วงเลยระยะเวลาซ่อมบำรุงมาแล้ว อาจทำให้รถเกิดความเสียหายในระยะยาว ส่งผลให้เกิดค่าซ่อมบำรุงมหาศาลและสุญเสียรายได้จากการทำงานอีกด้วย

    หากไม่สามารถดูแลการซ่อมบำรุงรถด้วยตัวเองได้ หรือไม่ต้องการให้พนักงานยุ่งกับงานซ่อมบำรุง อาจพิจารณาสัญญาบริการจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย เพื่อกำหนดให้ช่างเข้ามาตรวจเช็คและซ่อมบำรุงรถให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ 

    โดยปกติแล้วรถฟอร์คลิฟท์ใหม่จะมีอายุการใช้งานอย่างน้อยๆที่ 10,000 ชั่วโมงทำงาน ถ้ารถผ่านการใช้งานอย่างหนักมาหลายปี ถึงแม้ว่าจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี ก็อาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายก็เป็นได้ บริษัทอาจมองข้ามการลงทุนในจุดนี้ เพราะการซื้อใหม่คือการลงทุนมหาศาล แต่อาจจะคุ้มกว่าการใช้ไปซ่อมไปก็เป็นได้ ลองคำนวณอายุความคุ้มค่าง่ายๆ อายุรถ คือ จำนวนปีหรือชั่วโมงของรถฟอร์คลิฟท์ที่ถูกนำไปใช้งาน แต่อายุความคุ้มค่าคือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อให้รถสามารถใช้งานได้ หากค่าใช้จ่ายนั้นสูงจนเทียบเท่ากับมูลค่าของรถใหม่ ก็ถึงเวลาที่จะพิจารณาซื้อรถใหม่ได้แล้ว ตัวอย่างเช่น รถฟอร์คลิฟท์เครื่องยนต์ที่ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ หากใช้งานไปแล้ว 5 ปีจะมีชั่วโมงทำงานสูงถึงเกือบ 10,000 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อพิจารณาค่าเสื่อมและค่าบำรุงรักษาแล้ว การพิจารณาซื้อรถคันใหม่มักจะคุ้มค่ากว่าการซ่อมใช้รถเก่าต่อไป ควรปรึกษาตัวแทนจำหน่ายเพื่อนำมูลค่าการซ่อมบำรุงจริงเข้ามารวมในสมการ เพื่อให้สามารถตัดสินใจในการเปลี่ยนรถได้คุ้มค่ามากที่สุด