ยกระดับศักยภาพให้สูงกว่าที่เคย ด้วยชั้นวางอุตสาหกรรม : เจนบรรเจิด (Jenbunjerd) ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลาย

Contact Info

  • 359 Bondstreet Rd.(Chaengwattana 33), Bangpood, Pakkred, Nonthaburi 11120 Thailand
  • info@jenbunjerd.com
  • 02-096-9898 (200 คู่สาย)
<p>ชั้นวางอุตสาหกรรมจะต่อยอดให้กับธุรกิจคุณได้อย่างไร ลองมาดูกัน</p>

ชั้นวางอุตสาหกรรมจะต่อยอดให้กับธุรกิจคุณได้อย่างไร ลองมาดูกัน

ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันที่ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและหายากมากขึ้น การเพิ่มปริมาณการจัดเก็บในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัดต้องอาศัยการนำพื้นที่ในอากาศมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นไปได้ องค์กรต่างๆจึงพยายามใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้จัดเก็บสินค้าให้ได้มากที่สุดโดยการเพิ่มความสูงของชั้นวางอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัดต้องนำพื้นที่ในอากาศมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นไปได้  ชั้นลอยในลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บในคลังสินค้าให้ได้ปริมาณสูงสุด ทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการพื้นที่และสินค้าคงคลังเกิดประสิทธิภาพ ทำให้คนงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวและปลอดภัย ซึ่งล้วนส่งผลต่อผลิตภาพโดยรวม 

 

 

ชั้นวางอุตสาหกรรมได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ ในอดีตชั้นวางมาตรฐานส่วนใหญ่จะสูงอยู่ที่ประมาณ 6 เมตร แต่ในปัจจุบันสามารถสูงมากขึ้นไปถึง 2 เท่า (15 เมตร) ขณะที่ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายอัตโนมัติ (AS/RS) สามารถสูงขึ้นไปถึง 38 เมตร และชั้นวางก็มีการติดตั้งชิ้นส่วนต่างๆในแบบต่างๆที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อเพิ่มปริมาณการจัดเก็บให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่นหลายองค์กรหันมาใช้ Mezzanine Longspan Shelves มากขึ้นเพราะช่วยให้ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่า ทั้งยังช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำ Fulfillment และผลักดันชิปเม้นท์ออกไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น บางแห่งเสริมด้วยระบบที่มีการทำงานแบบอัตโนมัติด้วย อย่างเช่นระบบชั้นวางแบบกระสวย (Shuttle Rack) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในคลังสินค้าที่ใช้แพลเลทขนาดเดียวโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีการใช้ Shuttle Rack มากขึ้นในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา 

 

 

ประเด็นที่ควรพิจารณาเมื่อยกเครื่องระบบจัดเก็บ 

การเปรียบเทียบราคา

ในการเปรียบเทียบข้อเสนอของแต่ละผู้ผลิต ชั้นวางเป็นสินค้าคงทนที่มีมูลค่าลงทุน ลูกค้าจึงควรพิจารณาเปรียบเทียบแบบแอปเปิ้ลต่อแอปเปิ้ล ทั้งความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวาง ราคา และน้ำหนักรวมของตัวชั้นวางทั้งหมดด้วย บางรายอาจเสนอราคาต่ำกว่า 10% แต่ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวางอาจลดไปถึง 20% 

ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ 

ควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของพนักงานและการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอุปกรณ์ด้วย เช่น ชุดป้องกันเสาชั้นวาง (Post Guard) ช่วยลดความเสียหายจากการถูกรถยกชน ตาข่ายป้องกันสินค้าหลังชั้นวาง (Backstay) ช่วยลดโอกาสที่สินค้าจะหล่นไปยังด้านหลัง รถกระเช้าหรือรถเบิกจ่ายสินค้าต้องมีการติดตั้งคอกกั้นป้องกันพนักงานพลัดตกขณะเบิกจ่ายสินค้าจากที่สูง เป็นต้น

ระยะเวลาและผลกระทบต่องานอื่นๆ

การต่อเติมหรือสร้างคลังสินค้าใหม่นั้นใช้เวลาและเงินลงทุนมาก การใช้ชั้นลอยสามารถติดตั้งได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผลกระทบต่อการทำงานน้อยกว่า และยังคงผลิตภาพให้กับส่วนงานอื่นๆได้เต็มที่

มองถึงอนาคต 

การลงทุนในลักษณะนี้ถือเป็นการลงทุนที่ตายตัว เมื่อตัดสินใจจะลงทุนชั้นวาง องค์กรควรวางแผนถึงอนาคตด้วย เพราะ Fulfillment มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเพื่อรองรับกับความคาดหวังของลูกค้าที่มีสูงขึ้น ในต่างประเทศมีงานวิจัยเรื่องอนาคตของ Fulfillment (Future of Fulfillment Vision) ของ Zebra Technologies ที่คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2028 พัสดุกว่า 40% จะส่งมอบถึงผู้รับได้ภายใน 2 ชั่วโมง และในประเทศก็มีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นองค์กรจึงควรพิจารณาระบบชั้นวางที่สามารถพัฒนาให้รองรับงานในอนาคตด้วย เพราะชั้นวางถือเป็นส่วนประกอบอยู่ในจักรวาลคู่ขนานของระบบอัตโนมัติเช่นกัน

 

 

ในการเลือกชั้นลอยในสถานการณ์ปัจจุบันทันด่วน การเลือก Solution ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทันทีเป็นทางเลือกที่องค์กรส่วนใหญ่เลือก แต่จริงๆแล้วองค์กรจะสามารถประหยัดงบประมาณและเวลาได้อย่างมหาศาล หากลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่สามารถดัดแปลงเพื่อต่อยอดในอนาคตได้