วิธีการตรวจวัดค่าโวลต์และค่าความถ่วงจำเพาะ (ถพ.) : เจนบรรเจิด (Jenbunjerd) ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลาย

Contact Info

  • 359 Bondstreet Rd.(Chaengwattana 33), Bangpood, Pakkred, Nonthaburi 11120 Thailand
  • info@jenbunjerd.com
  • 02-096-9898 (200 คู่สาย)
<p>อยากรู้ว่าแบตเตอร์รี่พร้อมใช้งานมั้ย ต้องรู้วิธีวัดค่าความถ่วงจำเพาะ เพื่อให้แบตเป๊ะ</p>

อยากรู้ว่าแบตเตอร์รี่พร้อมใช้งานมั้ย ต้องรู้วิธีวัดค่าความถ่วงจำเพาะ เพื่อให้แบตเป๊ะ

 


 

  1. ก่อนเริ่มดำเนินการ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือผ้ากันเปื้อน และ Face Shield ที่ทนสารเคมีได้ เพื่อป้องกันอันตรายจากน้ำกรดในแบตเตอรี่


     
  2. หลังชาร์จแบตเตอรี่เสร็จ ให้ปิดเบรกเกอร์หรือสวิตช์ตู้ชาร์จ 




     
  3. ถอดปลั๊กแบตเตอรี่ของตู้ชาร์จและแบตเตอรี่ออกจากกัน และตรวจสภาพของปลั๊กทั้ง 2 ว่ามีความเสียหายหรือไม่ เช่น ปลั๊กแบตเตอรี่มีรอยแตก ขั้วภายในปลั๊กแบตเตอรี่ละลาย หรือ ฉนวนของสายไฟปริแตกหรือไม่ (หากพบให้แก้ไขก่อนนำไปใช้งาน)












     
  4. ใช้โวลต์มิเตอร์วัดค่าแรงดันรวมของแบตเตอรี่ เสียบสายวัดให้ถูกขั้ว (ขั้วบวกสายสีแดง ขั้วลบสายสีดำ) และจดบันทึกค่า




     
  5. เปิดฝาจุกเติมน้ำกลั่นทุกช่อง เช็คระดับอิเล็กโทรไลต์ว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยควรมีระดับที่ไม่สูงเกิน (จุกเติมน้ำกลั่นชนิดลูกลอยจะมีแถบสีขาวที่ก้านลูกลอย ขณะที่จุกเติมน้ำกลั่นที่เป็นแบบถ้วยจะต้องไม่เกินขีดหรือขยักที่กำหนดไว้)










     
  6. วัดค่าความถ่วงจำเพาะของอิเล็กโทรไลต์ โดยเสียบ Hydrometer ลงไปในเซลล์นั้นๆ แล้วดูดอิเล็กโทรไลต์ เพื่ออ่านระดับค่าถพ. (จับ Hydrometer ให้ตั้งฉากกับพื้นและใช้สายตามองในระดับเดียวกับอิเล็กโทรไลต์) ค่าถพ.ที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระหว่าง 1.250 – 1.300 หลังจากที่ได้ค่าถพ.แล้ว ให้ปล่อยน้ำลงไปในเซลล์เดิม หากระดับอิเล็กโทรไลต์ต่ำกว่าค่าที่เหมาะสม หลังชาร์จแบตเตอรี่เสร็จ ให้เติมน้ำกลั่นลงไป (ไม่ควรเติมน้ำกลั่นก่อนชาร์จ เพื่อป้องกันน้ำกลั่นเดือดทะลักออกมาเพราะความร้อนระหว่างการชาร์จ)








     
  7. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ในการเติมน้ำกลั่นที่เหมาะสม เช่น ปืนฉีดน้ำกลั่นที่มีหัวจุกและ Stopper เพื่อป้องกันน้ำล้น
     
  8. เมื่อตรวจเช็คและเติมน้ำกลั่นแล้ว ให้ปิดฝาจุกเติมน้ำกลั่นทุกฝาให้เรียบร้อย






     
  9. ตรวจเช็คแรงดันไฟรวม (ข้อ 3) อีกครั้ง และเช็คแรงดันทุกเซลล์ แรงดันที่เหมาะสมควรอยู่ประมาณ 2.2 VDC ต่อเซลล์
     
  10. ตรวจสอบว่ามีไฟรั่วจากแบตเตอรี่หรือไม่ โดยใช้โวลต์มิเตอร์เสียบสายวัดขั้วบวกที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่ และสายวัดขั้วลบที่โครงหรือถังของแบตเตอรี่ ค่าแรงดันควรอยู่ที่ 0 V








     
  11. ใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะสำหรับแบตเตอรี่ หรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆทำความสะอาดที่ด้านบนเปลือกของแบตเตอรี่ให้สะอาด (อาจมีละอองของอิเล็กโทรไลต์กระเด็นออกมาระหว่างชาร์จ)




     
  12. ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิที่เซลล์แบตเตอรี่ลูกที่อยู่บริเวณกึ่งกลาง โดยอุณหภูมิไม่ควรเกิน 50 องศา หากพบว่าเกิน ควรพักการใช้งาน เพื่อให้แบตเตอรี่ได้คายความร้อนก่อนจะนำไปใช้งาน (หากนำไปใช้งานขณะที่แบตเตอรี่ร้อน จะทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้นอีก เนื่องจากการทำปฏิกิริยาของอิเล็กโทรไลต์ และแผ่นธาตุภายใน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ในระยะยาว)
     
  13. หลังจากทำความสะอาดเสร็จ ให้เสียบสายไฟเข้ากับปลั๊กแบตเตอรี่ของรถ และปิดฝาห้องแบตเตอรี่ แล้วจึงนำรถไปใช้งานตามเดิม