Blog


"คลังสินค้าอัตโนมัติ" ทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมยุค 4.0


Date : 2017-09-14

 

   

"คลังสินค้าอัตโนมัติ" ทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมยุค 4.0

          คลังสินค้า (Warehouse) หรือที่รู้จักกันดีว่า “โกดัง” หมายถึง สถานที่สำหรับเก็บของหรือเก็บสินค้าจำนวนมาก และครอบคลุมถึงสถานที่สำหรับพักและกระจายสินค้าหรือวัตถุดิบต่างๆ ด้วย อดีตโกดังอาจเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก จนต่อมาได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการก่อสร้างเข้ามาพัฒนาจนทันสมัยกลายเป็นคลังสินค้าอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้
          ธุรกิจคลังสินค้า เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมของประเทศ ที่มีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากผลบวกในการลงทุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจ E-Commerce รวมถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคทั้งหลายที่ต่างก็ต้องการพื้นที่เพื่อกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ให้เข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนมากขึ้นและสะดวกขึ้นด้วย จึงนำมาสู่แนวโน้มการใช้บริการธุรกิจคลังสินค้าแบบครบวงจรหรือธุรกิจคลังสินค้าพรีเมี่ยม (Premium Warehouse) ซึ่งเป็นธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าที่ออกแบบก่อสร้างมาเพื่อเอื้อต่อระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร
          ธุรกิจคลังสินค้านั้นก็มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้บริการ แต่แบ่งประเภทหลักๆ ได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ คลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคลังสินค้าแบบเช่าเปิดที่สร้างสำเร็จเอาไว้แล้ว และคลังสินค้าเอกชน (Private Warehouse) ซึ่งจะเป็นคลังสินค้าที่เช่าโดยบริษัทหนึ่งบริษัทใด อาจเป็นได้ทั้งแบบสร้างสำเร็จ หรือสร้างขึ้นตามความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้า แต่ปัจจัยสำคัญที่ถูกนำมาพิจารณาเพื่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลังสินค้า มักจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
          1. ทำเลที่ตั้ง ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของการจัดการคลังสินค้าเลยก็ว่าได้ เช่น การสร้างคลังสินค้าใกล้แหล่งตลาดก็จะมีประโยชน์กับกลุ่มลูกค้าผู้อุปโภคบริโภคมาก จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองผู้บริโภคหรือสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งได้ในจำนวนมากๆ จากแหล่งผลิตมายังคลังสินค้า หรือการสร้างคลังสินค้าใกล้แหล่งผลิตก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต เพราะเหมาะสำหรับการขนส่งวัตถุดิบป้อนเข้าโรงงาน เพื่อเป็นการประหยัดค่าขนส่ง และที่สำคัญคือเป็นการควบคุมอายุของการเก็บวัตถุดิบให้ได้กำหนดส่งเข้าโรงงานผลิตนั่นเอง การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนในการขนส่งโดยรวมเป็นหลักด้วย
          2. ขนาดของคลังสินค้า ก็เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เพราะในการเลือกคลังสินค้าก็ต้องให้เหมาะกับปริมาณการเก็บสินค้า ระดับการบริการคลังสินค้า รอบเวลาในการนำสินค้าเข้าและออก รวมถึงการวางผังและพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในคลังสินค้านั้นด้วย เช่น คลังสินค้าที่มีการบริการสูงจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก คลังสินค้าที่มีการบริการต่ำก็ใช้พื้นที่น้อยลง หรือคลังสินค้าที่มีรอบระยะเวลาการเข้าหรือออกของสินค้านานๆ ครั้ง จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก ส่วนคลังสินค้าที่มีรอบระยะเวลาการเข้าหรือออกสั้นจะสามารถใช้พื้นที่จัดเก็บที่น้อยลงได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการดำเนินงานนั่นเอง
          3. สิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการเลือกคลังสินค้านั้นๆ หากคลังสินค้ามีการเตรียมความพร้อมและเพิ่มเทคโนโลยีที่ช่วยให้การควบคุมคลังสินค้ามีระบบปฏิบัติการที่ดี หรือมีนวัตกรรมก่อสร้างเพื่อการประหยัดพลังงานมาเสริมอีกด้วยแล้ว ก็จะสามารถสร้างจุดเด่นให้แก่คลังสินค้าได้นอกเหนือจากสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วไป และยังสามารถเป็นจุดแข็งแข่งขันกับคลังสินค้าอื่นๆ ได้ด้วย
          4. ราคาค่าบริการคลังสินค้า ส่วนปัจจัยเรื่อง ‘ราคา’ นั้นจะตามมาขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งสามข้อก่อนหน้านี้ อย่างคลังสินค้าพรีเมี่ยมที่มีบริการแบบครบวงจร หรือมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมก่อสร้างในบริการด้วยแล้ว ย่อมเป็นที่ต้องการของลูกค้าแม้จะมีราคาที่สูงกว่าคลังสินค้าโดยทั่วไปก็ตาม
          แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูงและต้องขึ้นอยู่กับธุรกิจอื่นๆ ค่อนข้างมาก รวมทั้งยังมีการแข่งขันกันสูงอีกด้วย ดังนั้นการสร้างจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีเฉพาะด้านและการพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างของคลังสินค้าจึงเป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดผู้เช่าได้เป็นอย่างดี อาทิ การให้บริการอาคารคลังสินค้าในรูปแบบ Green Warehouse หรือการก่อสร้างคลังสินค้าที่มีการควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ หรือการก่อสร้างด้วยนวัตกรรมระบบโครงสร้างพิเศษ เป็นต้น

 

 

          คลังสินค้าในปัจจุบันได้มีการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทางด้านการประหยัดพลังงานและการก่อสร้างที่สูงขึ้น เป็น Sustainable Warehouse มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากตามไปด้วย แต่อีกหนึ่งโซลูชั่นที่เป็นทางเลือกใหม่ของคลังสินค้าในยุค 4.0 ก็คือการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ เกิดเป็น คลังสินค้าอัจฉริยะ หรือ Intelligent Warehouse ซึ่งหมายถึงคลังสินค้าที่มีกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ และควบคุมการเคลื่อนย้ายจัดเก็บสินค้าด้วยระบบอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงการบริการโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย
          คุณลักษณะของการคลังสินค้าอัจฉริยะ ประกอบด้วย
          1. นวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะช่วยให้การจัดเก็บ และขนถ่ายสินค้าเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
          2. จัดเก็บสินค้าได้มากขึ้น
          3. ทำให้การปฏิบัติงานที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูงขึ้น
          4. ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น
          5. เทคโนโลยีและอุปกรณ์สิ่งอำนวยการที่มีคุณภาพสูง
          6. ระบบสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ และมีการปรับปรุงระบบสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วถึง


          ตัวอย่างคลังสินค้าอัตโนมัติ เช่น คลังสินค้าที่บริหารงานด้วยระบบ Automatic Storage and Retrieval System (AS/RS) ซึ่งเป็นคลังสินค้าที่จัดเก็บสินค้าแนวราบเต็มพื้นที่ ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมบริหารจัดการคลังสินค้า WMS (Warehouse Management System) ที่มีความแม่นยำสูง จึงใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้สูงสุด เหมาะสำหรับคลังสินค้าที่ต้องการลดพื้นที่ในการจัดเก็บ หรือต้องการเพิ่มปริมาณในการจัดเก็บมากขึ้น และมีปริมาณสินค้าเข้า – ออกเป็นจำนวนมากรวมทั้งยังสามารถลดจำนวนพนักงานและระยะเวลาที่สูญเสียในการทำงาน โดยสามารถระบุการจัดเก็บสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวบ่อยไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม และยังช่วยป้องกันความเสียหายของสินค้า โดยการตรวจสอบขนาดของสินค้าอัตโนมัติก่อนจัดวาง อีกทั้งยังช่วยเรื่องความปลอดภัยของสินค้า ลดปัญหาสินค้าสูญหาย/โจรกรรม และสามารถตรวจนับสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
 


ตัวอย่างคลังสินค้าที่นำระบบ Automatic Storage and Retrieval System (AS/RS) เข้ามาปฏิบัติงานในคลังสินค้า

 

          คลังสินค้าที่บริหารงานด้วยระบบรถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ AGVs (Automated Guided Vehicle System) ซึ่งเป็นส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการทำงานของพาหนะทำงานอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับระบบขนถ่ายอื่นๆ เช่น สายพาน การนำทางพาหนะสามารถใช้ระบบนำทางด้วยเลเซอร์ หรือการฝังสายไฟใต้พื้น หรือฝังแม่เหล็กลงในพื้นคลังสินค้าและควบคุมการทำงานของพาหนะที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้าด้วยคอมพิวเตอร์ พาหนะเหล่านี้จะเป็นรถขนถ่ายสินค้าพลังงานไฟฟ้าไม่ใช้คนขับ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ทำงานตามคำสั่งด้วยระบบคลื่นวิทยุหรือการฝังสายใต้พื้น อุปกรณ์ควบคุมจะจับสัญญาณบนพาหนะว่ามีการเคลื่อนที่ตามกำหนดหรือไม่ สัญญาณจะถูกส่งไปยังมอเตอร์พวงมาลัยเพื่อบังคับทิศทางให้สามารถไปหยิบสินค้าจากสถานที่จัดเก็บไปส่งยังสถานที่ที่กำหนด
 


ตัวอย่างคลังสินค้าที่นำระบบรถขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ AGVs (Automated Guided Vehicle System) เข้ามาปฏิบัติงานในคลังสินค้า

 

          บริษัท เจนบรรเจิด จำกัด เป็นผู้นำด้านการผลิต จำหน่ายและส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บยกย้ายที่มีความหลากหลายมากที่สุดของประเทศ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือ Total Solution ด้วยการบริการแบบครบวงจร เรามีทีมวิศวกร ที่พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อวางระบบจัดเก็บยกย้ายที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อพัฒนาคลังสินค้าของคุณไปสู่คลังสินค้าระดับ “Intelligent Warehouse” และที่สำคัญยังเป็นคลังสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบการจัดเก็บอัตโนมัติ ไม่สร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อม
          สำหรับลูกค้าที่สนใจระบบการจัดเก็บสินค้าสำหรับคลังสินค้า สามารถติดต่อ ฝ่ายขายระบบคลังสินค้าอัตโนมัติและชั้นวาง (Warehouse Automation & Rack) โทร 02-096-9898 ต่อ 1303, 1503 อีเมล
wa@jenbunjerd.com หรือ www.jenbunjerd.com (ทีมงานจะเข้าไปเก็บข้อมูลความต้องการ เพื่อให้คำแนะนำและออกแบบให้ท่านฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

 

© 2016 Jenbunjerd Co Ltd., All Rights Reserved.