คลังเก็บป้ายกำกับ: อาเซียน 10 ประเทศอาเซียน

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ

รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

1. อาเซียน

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations – ASEAN) เกิดขึ้นในปี 2510 ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีการแข่งขันกันในด้านการส่งออก ตลาด แหล่งทุนและเทคโนโลยี    ทำให้การเจริญเติบโตของ ASEAN เป็นไปอย่างช้า ๆ   ทั้งที “ปฏิญญาอาเซียนหรือปฏิญญากรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นปฏิญญาในการก่อตั้งอาเซียน ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันเพื่อเร่งรัดความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในภูมิภาคโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน  ส่งเสริม พื้นฐานและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยยึดหลักยุติธรรมและไม่ขัดกฎเกณฑ์ของกฎบัตรสหประชาชาติ

ในช่วง 10 ปี แรกหลังจากก่อตั้ง  ASEAN ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดทำกรอบงานอย่างกว้างๆ และยืดหยุ่นได้ เพื่อให้สอดรับกับความคิดเห็นอันหลากหลายของสมาชิก   ทิศทางในการดำเนินงานของอาเซียนเริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2520 เมื่อผู้นำอาเซียนได้ลงนามใน “ปฏิญญาสมานฉันท์อาเซียน” (Declaration of ASEAN Concord) และ “สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ซึ่งได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนไปอย่างกว้างขวาง   ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านโภคภัณฑ์พื้นฐานโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน การจัดตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิก การจัดตั้งระบบสิทธิพิเศษทางการค้าระยะยาว การปรับปรุงการเข้าสู่ตลาดนอกอาเซียน และการแก้ไขปัญหาโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ และประเด็นเศรษฐกิจโลกอื่น ๆ

ประเทศลาวได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 และได้เป็นประธานคณะกรรมการประจำอาเซียนเมื่อกรกฎาคม 2547

เขตการค้าเสรีอาเซียน AFTA

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ลงนามใน “ความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าอาเซียน” (ASEAN Preferential Trading Arrangements : PTA) เมื่อปี 2520 เพื่อให้สิทธิพิเศษทางภาษี โดยการลดอากรขาเข้าให้แก่สินค้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน และการผูกพันอัตราอากรขาเข้า ณ อัตราที่เรียกเก็บอยู่   หลังจากนั้นก็มีโครงการความร่วมมือต่างๆเกิดขึ้นตามมา ได้แก่ ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมซึ่งมี 4 โครงการ ได้แก่ โครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Project: AIP) พ.ศ. 2523   โครงการแบ่งผลิตทางอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Complementation: AIC) พ.ศ. 2524   โครงการร่วมลงทุนด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Joint Ventures: AIJV) พ.ศ. 2526  และโครงการแบ่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Brand-to-Brand Complementation: BBC) พ.ศ. 2532

ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 เมื่อปี 2535 (Singapore Declaration of 1992) อาเซียนได้ลงนามความตกลง 2 ฉบับ คือ “ความตกลงแม่บทว่าด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน” (Framework Agreement on Enhancing ASEAN Economic Cooperation) เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินการความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ และCEPT เพื่อจัดตั้ง AFTA

ภายใต้อาฟต้า ประเทศสมาชิกจะลดภาษีศุลกากรให้แก่สินค้าที่นำเข้าโดยอยู่ในบัญชีลดภาษีของทั้งประเทศผู้ส่งออกและนำเข้าจากประเทศสมาชิก   การลดภาษีจะเป็นไปตามกำหนดการในบัญชีลดภาษีที่ประเทศสมาชิกจัดทำขึ้น และมีเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์   นอกจากนี้จะยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีอื่นๆ ด้วย จากความสำเร็จจากการจัดตั้งอาฟต้า ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียนขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)

แนวคิดของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้เริ่มขึ้นอย่างชัดเจนและจริงจังในการประชุม สุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 8 เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2545 ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา   ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบให้อาเซียนกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมาย AEC ที่ชัดเจนเช่นเดียว EEC   โดยได้มอบหมายให้ AEM ศึกษารูปแบบและแนวทางของการดำเนินการไปสู่ AEC   รมต. เศรษฐกิจอาเซียนได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration: HLTF) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับปลัดกระทรวงด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ทำหน้าที่ประธานคณะทำงานฯ เพื่อศึกษารูปแบบ/แนวทางการเป็น AEC

ด้านสินค้า มุ่งลดภาษีสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกให้เป็น 0% ภายในปี 2553 (ค.ศ. 2010) สำหรับสมาชิกเดิม และปี 2558 (ค.ศ. 2015) สำหรับสมาชิกใหม่ และยกเลิกมาตรการ NTBs โดยเร็ว รวมถึงการปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและใช้พิกัดอัตราศุลกากรที่สอดคล้องกัน

ด้านบริการ ยกเลิกข้อจำกัดในการประกอบการด้านการค้าบริการในอาเซียน ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020)

ด้านการลงทุน เปิดให้มีการลงทุนเสรีในอาเซียนและให้การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติต่อนักลงทุนอาเซียน ภายในปี 2553 (ค.ศ. 2010)

ด้านแรงงาน ให้แรงงานฝีมือ สามารถเคลื่อนย้ายภายในอาเซียนได้อย่างเสรี

ด้านเงินทุน มุ่งให้มีการไหลเวียนของเงินทุนที่เสรีมากขึ้น และเพื่อเร่งรัดการเปิ ดเสรีการค้าสินค้าและบริการให้เห็นผลชัดเจนขึ้น

อาเซียนได้มุ่งเน้นประเทศสมาชิกให้ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในอาเซียน โดยกำหนดสาขาสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขาที่จะดำเนินการโดยเร่งด่วน (11 Priority Sectors) ทั้งในด้านการเปิดเสรีและขยายความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อนำร่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในสาขาดังกล่าวก่อน พร้อมกำหนดประเทศผู้ประสานงานหลัก (Country Coordinators) ในแต่ละสาขา ได้แก่

อินโดนีเซีย ดูแลยานยนต์และผลิตภัณฑ์ไม้

พม่า ดูแลผลิตภัณฑ์เกษตรและผลิตภัณฑ์ประมง

มาเลเซีย ดูแลผลิตภัณฑ์ยาง และสิ่งทอ เป็นต้น

ส่วนไทยได้รับเป็นผู้ประสานงานหลักในสาขาการท่องเที่ยวและการบิน  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาคนี้

ในปี 2550 อาเซียนยังได้เห็นชอบให้เพิ่ม สาขาโลจิสติกส์ เป็นสาขานำร่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจสาขาที่ 12

แผนภาพที่ 1 สะพานมิตรภาพไทย-ลาว

2. ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy – ACMECS)

การจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ในลักษณะที่ให้ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งด้านการค้า อุตสาหกรรมเกษตร และบริการ เพื่อลดความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพพม่า กัมพูชา และลาว

เป้าหมายหลักของ ACMECS มี 4 ประการ ได้แก่

-     เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันและก่อให้เกิดความเจริญเติบโตมากขึ้นตามแนวชายแดน

-     เพื่ออำนวยความสะดวกให้มีการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมเกษตรและการผลิตไปยังบริเวณที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

-     เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานและลดความแตกต่างของรายได้ในหมู่ประเทศสมาชิก

-     เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับทุกฝ่ายในลักษณะที่ยั่งยืน

ความร่วมมือของ ACMECS จะดำเนินการในด้านต่าง ๆ 5 สาขา ดังนี้

(1) สาขาการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งมีเป้าหมายดังนี้

– เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่เกี่ยวข้อง

– เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการไหลเวียนของสินค้าและการลงทุน เพื่อ ให้เกิดการจ้างงาน

– เพื่อสร้างงานและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม

(2) สาขาความร่วมมือด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดสรรการผลิต การตลาด และการจัดซื้อร่วมกัน การวิจัยและพัฒนาและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

(3) สาขาการเชื่อมโยงการคมนาคม มีเป้าหมาย ดังนี้

– พัฒนาและใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศสมาชิก

– อำนวยความสะดวกสำหรับการค้า การลงทุน เกษตรกรรม การผลิตทางอุตสาหกรรม และ การท่องเที่ยว

(4) สาขาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว มีเป้าหมายดังนี้

– ส่งเสริมยุทธศาสตร์ร่วมสำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิก

– อำนวยความสะดวกการท่องเที่ยวสำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิก

(5) สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

– ส่งเสริมการเสริมสร้างขีดความสามารถของคนและสถาบัน

– ริเริ่มมาตรการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

ผู้นำทั้งสี่ประเทศ เห็นชอบให้จัดการประชุมระดับผู้นำประเทศว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจทุกสองปี การประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสทุกปี เพื่อเร่งรัดให้ ACMECS มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

3. อนุภูมิภาคลำน้ำโขง (Greater Mekhong Subregion: GMS)

โครงการ GMS เป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน และกวางจี) ตั้งแต่ปี 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ดังแสดงได้ในแผนภาพที่ 2

ความร่วมมือของ GMS ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา มีส่วนผลักดันให้ประเทศสมาชิกขยายความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยแบ่งโครงการความร่วมมือเป็น 9 สาขา ได้แก่ 1. คมนาคมขนส่ง 2. โทรคมนาคม  3. พลังงาน 4. สิ่งแวดล้อม 5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 6. การท่องเที่ยว  7.  การค้า 8. การลงทุน และ 9. การเกษตร

ADB ได้กำหนดแผนงานลำดับความสำคัญสูง (GMS Flagship Programs) 11 โครงการ ประกอบด้วย  1. แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้  (North-South Economic Corridor) 2. แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) 3. แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้  (Southern Economic Corridor) 4. แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม 5. แผนงานซื้อ-ขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า  6. แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน  7. แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  8. แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ   9. กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม  10. แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ  11. แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจโดยมีโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงคมนาคมซึ่งรวมถึงถนนแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ระหว่าง พม่า ไทย ลาว และ เวียดนาม แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor ระหว่าง จีน ลาว พม่า และ ไทย และแนวชายฝั่งทางใต้ (Southern Economic Corridor) ระหว่างไทย กัมพูชา และ เวียดนาม ความร่วมมือด้านการซื้อขายไฟฟ้า การเชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมด้วยเครือข่ายใยแก้ว  ความร่วมมือในด้านพลังงาน ความพยายามที่จะลดอุปสรรคด้านกฏระเบียบด้านการค้าและการลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยวจุดหมายเดียวกัน (GMS single tourist destination) การจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross Border Transport Agreement) รวมทั้งการจะนำระบบ Single-stop Customs Inspection มาทดลองใช้ในกลุ่มประเทศสมาชิก เป็นต้น

แผนภาพที่ 2 โครงการความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

4. ความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกต

สามเหลี่ยมมรกตเป็นความร่วมมือระหว่าง กัมพูชา ลาว และไทย เพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนที่ติดกันของสามประเทศ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ มิ.ย. 2543 โดยข้อเสนอของกัมพูชา เป็นความร่วมมือในลักษณะสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่ที่สามประเทศมีพรหมแดน ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

พื้นที่ความร่วมมือในปัจจุบัน ครอบคลุม 7 จังหวัด/แขวง ได้แก่ จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษของไทย จ.พระวิหาร อุดรมีชัย และ สตึงเตร็งของกัมพูชา และแขวงสาละวันและจำปาสักของ สปป.ลาว

พื้นที่สามเหลี่ยมมรกตมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอารยธรรมขอม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค

พื้นที่ความร่วมมือสามารถแสดงได้ดังแผนภาพที่ 3

แผนภาพที่ 3 โครงการสามเหลี่ยมมรกต
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0 (from 0 votes)