แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก

5 May 2011

5 May 2011

แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก

รศ. ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา
รศ. ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา

รศ. ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก นอกจากจะเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ให้สามารถขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งหมดได้แล้วนั้น เส้นทางเศรษฐกิจเหล่านี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยวและการบริการต่อเนื่อง ซึ่งจะเกิดมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องในเส้นทางเศรษฐกิจดังกล่าว อาทิ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและภัตตาคาร การขนส่งผู้โดยสารประเภทต่างๆ บริการทัวร์ บริการการแพทย์ ของที่ระลึก และเกิดการจ้างงานแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามมา

ในทางปฏิบัติแล้วการพัฒนาการท่องเที่ยวในเส้นทางเศรษฐกิจทั้ง 2 เส้นได้ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นด้านการขนส่งสินค้าหรือสินค้า เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ดังนั้นการพัฒนามูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังแสดงให้เห็นในแผนภาพที่ 1
 ห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยว

มูลค่าเพิ่มจากห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยวของเมืองดานัง

ที่มา : MCG/ODI (2007) แผนภาพที่ 1 ห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยว
ในแผนภาพที่ 1 มูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวสามารถพบได้ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น รถแท็กซี่ ร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายของที่ระลึก วัด และบริการขนส่ง เป็นต้น ดังนั้นการที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาพำนักและท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลำน้ำโขง จะสร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น ในปี 2006 จากรายได้จากการท่องเที่ยวของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม  42 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ กลุ่มโรงแรมและที่พัก 14.1 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มขนส่ง 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มร้านอาหารและภัตตาคาร 7.1 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มร้านค้า 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ แรงงานในโรงแรม 3.3 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มนำเที่ยว 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และ บันเทิง 0.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังแสดงในแผนภาพที่ 2

ที่มา : MCG/ODI (2007)
แผนภาพที่ 2 มูลค่าเพิ่มจากห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยวของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม

เมื่อพิจารณาข้อมูลของประเทศในกลุ่ม GMS 4 ประเทศได้แก่ ไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม พบว่ารายได้จากการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงและทำให้เกิดการจ้างงานในภาคการท่องที่ยวและภาคอื่นทางอ้อมเป็นจำนวนหลายล้านคนดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ข้อมูลทางเศรษฐกิจได้ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม ปี 2007

1.  ปัญหาหลักด้านการท่องเที่ยวในปัจจุบันของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลำน้ำโขง

จากรายงาน The Travel & Tourism Competitiveness Report ปี 2009 จัดทำโดย Jennifer Blanke และ Thea Chiesa ของ World Economic Forum ที่ใช้ในการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 133 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลำน้ำโขง (GMS) อยู่จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ประเทศไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม

เมื่อนำองค์ประกอบทั้ง 14 ข้อของดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งแสดงได้ดังตารางที่ 2 มาเปรียบเทียบเพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาที่สำคัญ

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบองค์ประกอบทั้ง 14 ข้อของดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย จีน กัมพูชา และเวียดนาม ปี 2009


จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าประเทศไทย จีน กัมพูชา และเวียดนามมีจุดเด่นในแง่ของราคาหรือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว หรือหมายความว่าการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการไปท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่น นอกจากนี้แล้วประเทศเหล่านี้ยังมีความพร้อมในด้านของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่พร้อมกว่าภูมิภาคอื่น ๆ

สำหรับจุดอ่อนหรือปัญหาสำคัญด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคแห่งนี้จะเป็นด้านนโยบาย กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัย นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคทางบก และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ยังไม่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ดีเท่าที่ควร การแก้ปัญหาเหล่านี้จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในเส้นทางเศรษฐกิจทั้ง 2 เส้นได้ดียิ่งขึ้น

2.  แนวทางการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก

องค์กรการท่องเที่ยวโลก (The United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ได้พยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกแบ่งตามภูมิภาคไปจนถึงปี 2020 ดังแสดงในแผนภาพที่ 3

ที่มา: องค์กรการท่องเที่ยวโลก The United Nations World Tourism Organization (UNWTO)
แผนภาพที่ 3 การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวแบ่งตามภูมิภาคถึงปี 2020

จากแผนภาพที่ 3 เห็นได้ว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีโอกาสเพิ่มขึ้นถึง 500 คนในปี 2020 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2010 ดังนั้นการวางกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคตจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างชาญฉลาด สำหรับแนวทางในการเพิ่มมูลค่าและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นมีดังนี้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวในก้าวหน้าและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดให้กับระบบเศรษฐกิจสามารถสรุปได้ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ดังนั้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่งเที่ยวสามารถดำเนินการได้โดย

  • สร้างแผนแม่บทเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวในภูมิภาค GMS ที่เน้นแผนพัฒนาสาธารณูปโภคด้านการท่องเที่ยว และแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของนักท่องเที่ยว
  • การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางบก ไม่ว่าจะถนนหรือรางรถไฟรวมถึง การพัฒนาโรงแรมและห้องพักในรูปแบบต่างๆ ร้านอาหารที่ถูกสุขอนามัย รวมถึง ห้องสุขาที่สะอาด
  • พัฒนากฎหมาย ระเบียบให้เอื้อต่อการท่องเที่ยว เช่น single visa
  • การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในด้านภาษา ด้านองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือแม้กระทั่ง service mind
  • การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ GMS
  • การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม
  • การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
  • การพัฒนาสุขอนามัย เช่น มีน้ำดื่มที่สะอาดให้นักท่องเที่ยว อาหารปลอดภัย และบริการทางแพทย์ที่น่าเชื่อถือในกลุ่มประเทศ GMS
  • สร้างอุตสาหกรรมบริการมารองรับ เช่น บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม บริการด้านการเงินและประกันภัย เป็นต้น
3.  แนวทางการศึกษาในอนาคต
  • ในการเพิ่มมูลค่าทางด้านการท่องเที่ยว จำเป็นที่ต้องศึกษาผลทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มประเทศ GMS เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักอาศัยรวมทั้งรายละเอียดข้อมูล เช่น รายได้จาการสินค้าของที่ระลึก รายได้จากบริการโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ต รายได้จากการเดินทางของนักท่องเที่ยว หรือ รายได้ที่เกิดขึ้นต่อร้านอาหารและรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวไปพักในโรงแรม เป็นต้น
  • การหาตัววัดทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เช่น นักท่องเที่ยว 1,000 คน จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ในบริการประเภทใด เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสมได้
  • ศึกษาวิเคราะห์ด้านกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มประเทศ GMS พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงสภาพปัญหา พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการปฏิบัติและแนวทางแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศ GMS

—————————————————————————————


VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0 (from 0 votes)