การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยเพื่อรองรับตลาด ASEAN+6

การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยเพื่อรองรับตลาด ASEAN+6


รศ. ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“เขตการค้า AEC เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทุกราย กลยุทธ์หรือวิธีการเดิมที่เคยใช้จนธุรกิจประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต ไม่สามารถนำมาใช้ให้ประสบความสำเร็จได้อีกในการทำธุรกิจภายใต้โจทย์ใหม่ ตัวแปรใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทุกรายต้องปรับตัว”

การเปิดเขตการค้าตามกรอบความร่วมมือของกลุ่มประเทศ ASEAN+6 เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจในประเทศไทยต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมที่จะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กลุ่มประเทศ ASEAN+6 จะมีจำนวนประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลก มีการขับเคลื่อนของปริมาณการผลิตสินค้า การบริการ แรงงาน การค้า และการลงทุน ในปริมาณมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบโลจิสติกส์ของประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นจากความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น อันเป็นผลมาจากกลุ่มลูกค้าที่มีความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ ภูมิประเทศ ภาษา วัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันอย่างมาก หากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของประเทศไทยต้องการประสบความสำเร็จบนความท้าทายดังกล่าว ต้องมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม และพัฒนาตนเองให้เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการนั้นได้
การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย

ในการวิเคราะห์ความสามารถของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต้องเข้าใจบริบททางการแข่งขันของประเทศไทยในภาพรวมก่อน ดัชนีชี้วัความสามารถในการแข่งขัน  (Global Competitiveness Index: GCI) ของ World Economic Forum และ ดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) ได้ถูกนำมาใช้ดังแสดงในแผนภาพที่ 1 และ ตารางที่ 1


แผนภาพที่ 1 ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ตารางที่ 1 ดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของประเทศไทย


ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในลำดับที่ 38 จากทั้งหมด 139 ประเทศ ในขณะทีมีประสิทธิภาพด้านโลจิิสติกส์ในอันดับที่ 33 จาก 155 ประเทศ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับปานกลาง แม้พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีจุดเด่นในแง่ของสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย   และแรงงานมีฝีมือ มีอุตสาหกรรมหลักที่เข้มแข็ง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปูนซิเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง มีระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังจำเป็นที่ต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้และความสามารถไปแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้  การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้เพียงพอและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น การขนส่งทางน้ำ และระบบราง เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีและการทำวิจัยเพื่อนำเอานวัตกรรมใหม่ไปเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว  เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งการใช้บรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยสามารถสรุปได้ดังนี้
จุดแข็ง

  • ความต้องการของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์มีปริมาณความต้องการในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
  • ประเทศไทยอยู่ในทำเลศูนย์กลางระหว่างประเทศอินเดีย และจีนซึ่งมีถ้ารวมกันจะมีประชากรรวมกันเกือบ 3,000 ล้านคน
  • ประเทศไทยอยู่ในทำเลที่ดีเป็นจุดศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนได้
  • สกุลเงินบาทเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนต่ำ
  • ผู้ประกอบไทยมีจุดเด่นด้านการบริการและคุณภาพที่ดี มีการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายที่ดี
  • ผู้ประกอบการไทยมีการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการลดต้นทุน การสร้างความแตกต่าง และการพัฒนาคุณภาพ
  • ผู้ประกอบการไทยมีการเชื่อมโยงกับคู่ค้าและลูกค้าที่ดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและซัพพลายเออร์
  • หน่วยงานหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งในการผลักดันการพัฒนาของผู้ประกอบการไทย
  • Clusters ในหลายสาขาของผู้ประกอบการมีประสิทธิภาพ เช่น ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร บริการธุรกิจ และโลจิสติกส์

จุดอ่อน

  • การขับรถโดยใช้พวงมาลัยที่แตกต่างกันกับประเทศส่วนใหญ่
  • การใช้ประโยชน์จากการขนส่งทางระบบรางมีน้อย เนื่องจากต้องลงทุนสูง
  • ความสามารถทางภาษาที่ต้องสื่อสารกับประเทศอื่น
  • ไม่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศ
  • เครือข่ายการขนส่งไม่ครอบคลุมทั้งภูมิภาคเท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศ
  • เทคโนโลยีการบริหารจัดการสู้รายใหญ่จากต่างประเทศไม่ได้
  • ผู้ประกอบการไทยยังขาดการดำเนินงานกลยุทธ์แบบเชิงรุก ส่วนใหญ่ยังเป็นการดำเนินงานแบบเชิงรับและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมจากการแข่งขันแทนการดำเนินการเชิงรุก
  • ผู้ประกอบการไทยยังขาดการวางแผนดำเนินการที่เป็นระบบ ส่วนใหญ่เป็นการอาศัยประสบการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมา และยังขาดการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม
  • ผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจในกฎระเบียบต่างๆ ที่สำคัญต่อการเข้าสู่ AEC และผู้ประกอบการอีกส่วนมากยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของ AEC
  • ผู้ประกอบการไทยยังคงขาดด้านนวัตกรรม โดยให้ความสนใจกับการพัฒนาและวิจัยค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่เป็นการรับเทคโนโลยีหรือระบบจากต่างชาติมากกว่าการพัฒนาเอง
  • ผู้ประกอบการไทยยังขาดความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานในด้านโลจิสติกส์ ส่วนใหญ่ให้ความสนใจเพียงต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบวางไว้ แต่ขาดการทำเชิงรุกในการดำเนินการเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

ปัจจัยด้านการผลิตของประเทศไทยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ตั้งอยู่ในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ในศูนย์กลางของคาบสมุทรอินโดจีน สามารถเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม ASEAN ได้ง่าย
  • มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมขนส่งและสาธารณูปโภคที่พร้อม อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือ แหลมฉบัง
  • สกุลเงินบาทเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค
  • มีภูมิประเทศสำหรับการท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ เป็นต้น
  • มีวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ เช่น  อาหารไทย มวยไทย เป็นต้น
  • มีเขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์การส่งออกซึ่งให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี
  • มีแรงงานที่มีระดับฝีมือและทักษะสูง แต่ขาดแรงงานที่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ
  • มีระบบการเงินการธนาคารที่ได้มาตรฐานระดับสากล

ปัจจัยด้านการตลาดของประเทศไทยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนไทยมีความต้องการสินค้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ ipad
  • มีความต้องการด้านพลังงานรวมทั้งพลังงานทดแทนมมากขึ้น
  • ความต้องการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนมีสูงขึ้น
  • มีความต้องกาสในอุตสาหกรรมการบริการ เช่น โรงพยาบาล โรงแรม ห้องสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก 

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนของประเทศไทยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • มีสินค้าเกษตรหลักของประเทศ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ผลไม้เมืองร้อน อาหารทะเล เป็นต้น
  • มีอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้มแข็ง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวสูง
  • อุตสาหกรรมค้าปลีกพร้อมรองรับการเข้ามาของประชากรจากประเทศอาเซียน
  • อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความพร้อม

กลยุทธ์ในการแข่งขันของประเทศไทยมีดังนี้

  • ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
  • พัฒนาแบรนด์ของสินค้าให้เป็นที่รู้จัก
  • พัฒนาสินค้าและบริการตามแนวทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy)
  • สร้างระบบเครือข่ายการขนส่งให้เชื่อมโยงกับประเทศอื่น เช่น เส้นทางรถไฟไปยังประเทศจีน
  • พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและสิทธิทางศุลกากร เป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุน
  • สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม

ธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยต้องปรับตัวอย่างไรสำหรับกลุ่มประเทศ ASEAN+6

ในการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการโลจิสติกส์สำหรับการทำธุรกิจกับกลุ่มประเทศ ASEAN+6 ต้องเน้นไปไปที่การพัฒนาเป็นรูปแบบคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตสิ่งทอที่เกิดในประเทศเพื่อนบ้านแล้วนำมาส่งออกผ่านประเทศไทยโดยผู้ประกอบการโลจิสติกส์เป็นผู้ร่วมวางแผนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง และจัดส่งร่วมกับผู้ประกอบการสิ่งทอ  หากมีการวางแผนระบบโลจิสติกส์ที่ดี จะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งคลัสเตอร์ได้

บริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ในประเทศทางภาษี การประกันภัย ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจ  การมีพันธมิตรของประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และไว้วางใจซึ่งกันและกันออสเตรเลียมุ่งเน้นการทำธุรกิจของลูกค้ารายใหญ่ เช่น ห้างค้าปลีกรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมหลายประเทศในกลุ่ม ASEAN+6 เมื่อใดก็ตามที่ห้างค้าปลีกนี้ขยายสาขาในประเทศอื่น บริษัทโลจิสติกส์นี้จะตามไปให้บริการระบบโลจิสติกส์ในประเทศนั้นๆ ด้วย

ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องมีการศึกษาด้านข้อกฎหมาย ข้อกำหนด

นอกจากนี้ผุ้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ โดยทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เพื่อมาออกแบบการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อลูกค้าในแต่ละประเทศได้ และต้องมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้เพื่อสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการโลจิสติกส์ให้เกิดขึ้น
บทสรุป

เขตการค้า AEC เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทุกราย กลยุทธ์หรือวิธีการเดิมที่เคยใช้จนธุรกิจประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต ไม่สามารถนำมาใช้ให้ประสบความสำเร็จได้อีกในการทำธุรกิจภายใต้โจทย์ใหม่ ตัวแปรใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ทุกรายต้องปรับตัว และร่วมมือกันเพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ผู้ประกอบการต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการสร้างเครือข่าย และความร่วมมือในคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรม ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ สุดท้ายผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำต่อผู้บริโภคเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

นอกจากนี้การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะทางด้านภาษาและมุมมองเชิงธุรกิจในระดับสากล ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแข่งขันในอนาคต ถ้าหากบุคลากรขององค์กรมีความรู้และความสามารถ และความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ใน ASEAN+6  องค์กรนั้นจะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งได้

VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0 (from 0 votes)
Posted in โลจิสติกส์(Logistics) | Tagged , , | Leave a comment

ตลับเมตร คืออะไรทำความรู้จักกับตลับเมตร

ตลับเมตร คืออะไร
เครื่องมือวัดชนิดหนึ่งที่มีสายวัดเก็บอยู่ในตลับอย่างมิดชิด
ตรวจสอบขนาดของวัสดุ ชิ้นงาน ฯลฯ เนื่องจากตรงหัวสายวัดของตลับเมตรมีขอ
เกี่ยว ซึ่งใช้เป็นที่เกาะยึดกับขอบของชิ้นงานที่ต้องการวัด ทำให้การดึงสายวัดออก
จากตลับเพื่อใช้ในการวัดระยะหรือตรวจสอบขนาดของวัสดุ หรือชิ้นงานได้สะดวก ซึ่งผู้ใช้ควรเรียนรู้เรื่องสำคัญของตลับเมตร
ตลับ เมตรทำด้วยโลหะปั๊มมีลักษณะรูปร่างเป็นตลับ เพื่อม้วนเก็บสายวัดชนิดบาง
ที่เป็นโลหะมีสปริงไว้ภายในตลับอย่างมิดชิ ตรงส่วนปลาสุดของสายวัดนี้เป็นขอ
เกี่ยว และที่ด้านหน้าของสายวัดมีหน่วยการวัดเป็นนิ้ว ฟุต หรือหน่วยเมตริกกำกับ
ไว้ หรือสายวัดบางชนิดของตลับเมตรมีหน่วยนิ้ว ฟุต กำกับไว้ข้างหนึ่ง และมีหน่วย
เมตริกกำกับไว้อีกข้างหนึ่งเพื่อสะดวกในการใช้ ตลับเมตรที่มีจำหน่ายตามท้อง
ตลาดทั่วไป มีขนาดตลับบรรจุสายวัดได้ความยาวตั้งแต่ 1.00 – 5.00 เมตร ขนาดที่
ช่างไม้และช่างก่อสร้างนิยมใช้มากที่สุดได้แก่ขนาดตลับที่บรรจุสาย วัดได้ความ
ยาว 2.00 เมตร
การใช้ตลับเมตร
ตลับเมตรใช้สำหรับการวัดระยะ ตรวจสอบขนาดของวัสดุหรือชิ้นงาน มีวิธีปฏิบัติ
ดังนี้
1. กำหนดขนาดความกว้างหรือความยาวที่ต้องการวัดขนาดให้ชัดเจน
2. ให้ใช้ขอเกี่ยวของสายวัดเกี่ยวกับริมขอบของไม้ แล้วพยายามปรับสายวัดให้ได้
มุมฉากกับริมขอบของไม้และตรงกับตำแหน่งที่กำหนด
3. ดึงสายวัดให้ตึง ใช้ดินสอหรือเหล็กหมาดจุดให้ตรงกับระยะความกว้างหรือความ
ยาวลงบนแผ่นไม้หรือชิ้นงาน
การบำรุงรักษาตลับเมตร
การบำรุงรักษาตลับเมตรให้อยู่ในสภาพการใช้งานได้ดีมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการใช้ของแข็งหรือของมีคม ขูดลงบนหน่วยการวัดซึ่งทำให้หน่วยการ
วัดไม่ชัดเจน เกิดการวัดที่ผิดพลาดได้
2. การม้วนสายวัดเข้าเก็บในตลับ ควรใช้มือจับช่วยผ่อนแรงไม่ให้สายวัดม้วนเข้า
ตลับเร็วเกินไป อาจทำให้สายวัดติดขัดเสียหายได้
3. การดึงขอเกี่ยวที่หัวสายวัดแรงเกินไปขณะวัดระยะ อาจทำให้ขอเกี่ยวบิดหรือยึด
ตัวออก เป็นเหตุให้หน่วยการวัดผิดพลาดได้
4. การวางของหนักทับลงบนตลับเมตร อาจทำให้ตลับเมตรแตกชำรุดเสียหายได้
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.6_1107]
Rating: 0 (from 0 votes)
Posted in อุปกรณ์ช่างและเครื่องมือ | Tagged | Leave a comment